โรคเบาหวานกับผู้สูงอายุ
รับดูแลผู้สูงอายุ,ดูแลผู้ป่วย,ผู้ป่วยระยะ พักฟื้น,บ้านพักผู้สูงอายุ,ให้อาหารทางสายยาง,กายภาพบำบัด,แผลกดทับ,สวน ปัสสาวะ,สมองเสื่อม,เบาหวาน,ความดันโลหิตสูง,โรคกระดูกและข้อ,หลงลืม,อัมพาต ครึ่งซีก,อ่อนแรงครึ่งซีก,อัมพฤกษ์,อัมพาต,เจาะคอ,อัลไซเมอร์
Goldenlife Nursing Home ติดต่อ : ดูแลผู้สูงอายุ ดูแลผู้ป่วย
02 – 584-3705 , 02-584-3705
โรคเบาหวานกับผู้สูงอายุ
โรคเบาหวานพบได้ในคนทุกเพศทุกวัยและปัจจุบันอัตราการเป็นโรคเบาหวานของคนไทยเพิ่มขึ้น โดยพบมากในผู้สูงอายุสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ที่รูปร่างอ้วนจะมีโอกาสเป็นเบาหวานได้สูงเช่นกัน ดังนั้นจึงมีคนจำนวนมากที่ไม่ทราบว่าเป็นโรคนี้
เบาหวานเกิดจากความผิดปกติของตับอ่อนที่สร้างฮอร์โมนอินสุลินได้ไม่เพียงพอ และออกฤทธิ์ควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดได้ไม่ดี มีผลให้กลูโคสในเลือดสูงจนล้นออกมาในปัสสาวะ
💡 หมายเหตุ: บทความนี้เน้นโรคเบาหวานในผู้สูงอายุโดยรวม — หากกำลังหาข้อมูล กลูโคสสำหรับผู้สูงอายุและการปฐมพยาบาลภาวะน้ำตาลต่ำ โดยเฉพาะ อ่านบทความเฉพาะทางได้ที่ลิงก์นี้
ร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างไร
ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นภายหลังมื้ออาหาร จะไปกระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งฮอร์โมนอินซูลินเข้าสู่กระแสเลือด และนำน้ำตาลไปใช้เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงาน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงโดยจะเก็บสะสมในรูปไขมัน ( ไตรกลีเซอไรด์ ) ที่เนื้อเยื่อไขมันตามใต้ผิวหนังและหน้าท้อง ขณะอดอาหารร่างกายสามารถสร้างน้ำตาลเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม คนปกติมีระดับน้ำตาล ( กลูโคส ) ในเลือดหลังอดอาหารนานกว่า 8 ชั่วโมง มีค่า 60 – 110 มก/ดล หรือภายหลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมงจะไม่เกิน 140 มก/ดล
มีเกณฑ์อย่างไรในการวินิจฉัยโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานสามารถตรวจพบได้จากการตรวจเลือด โดยมีเกณฑ์การวินิจฉัยโรคดังนี้
– ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 126 มก/ดล
– ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดจากการตรวจเวลาใดก็ได้มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 200 มก/ดล ร่วมกับมีอาการของโรคเบาหวาน เช่น ปัสสาวะบ่อย ดื่มน้ำมาก ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคเบาหวานควรรับการตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี เมื่ออายุ 40 ปี ขึ้นไป
โรคเบาหวานมีกี่ชนิด
1. โรคเบาหวานชนิดที่ 1 มักเกิดในเด็กจนถึงวัยรุ่น มีรูปผอมสาเหตุเกิดจากภาวะคุ้มกันของร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดการอักเสบและมีการทำลายเซลล์ตับอ่อนจนหมด ทำให้สร้างอินซูลินไม่ได้ จึงต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลิน
2. โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ส่วนใหญ่พบในเพศหญิง ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี มีรูปร่างอ้วนหรือปกติ และมีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวานมีสาเหตุจากร่างกายสร้างอินซูลินไม่เพียงพอและไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
3. โรคเบาหวานชนิดอื่นๆ ที่พบได้ เช่น ความผิดปกติทาพันธุกรรม การได้รับยาบางชนิด โรคของตับอ่อน เป็นต้น
4. โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ในไตรมาสที่ 2 หรือ 3 เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในขณะตั้งครรภ์ไปต้านฤทธิ์ของอินซูลิน ภายหลังคลอดส่วนใหญ่โรคเบาหวานจะหายไป แต่ผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะมีโอกาสเกิดโรคเบาหวานเมื่ออายุมากขึ้น
สาเหตุของโรคเบาหวานมีอะไรบ้าง
สาเหตุโรคเบาหวานที่แท้จริงไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัยได้แก่
1. กรรมพันธุ์ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวครัวเป็นโรคเบาหวานจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากขึ้น
2. ความอ้วน ขาดการออกกำลังกายและ ภาวะเครียดทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินไม่ดี
3. การติดเชื้อไวรัส ทำให้ตับอ่อนถูกทำลายจากร่างกายเกิดภูมิต้านทานต่อเซลล์ของตับอ่อน
4. อายุมากขึ้น ตับอ่อนมรการสร้างอินซูลินลดลง
5. โรคของตับอ่อน เช่น มะเร็งของตับอ่อน การผ่าตัดตับอ่อน ตับอ่อนอักเสบเรื้อรังจากการดื่มสุรา เป็นต้น
6. ภาวะการณ์ตั้งครรภ์ ฮอร์โมนจากรกหลายชนิดมีผลไปยับยั้งการออกฤทธิ์ของอินซูลิน ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์หลายครั้งจะมีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน
7. ยาบางชนิด ถ้าใช้ไปนานๆ จะมีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน เช่น สเตียรอยด์ เป็นต้น
อาการของโรคเบาหวานมีอะไรบ้าง
ผู้ทีมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าเกณฑ์ปกติเล็กน้อย อาจจะยังไม่มีอาการ ส่วนใหญ่อาการของโรคเกิดจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง และภาวะแทรกซ้อนจากการควบคุมโรคไม่ได้ผล อาการที่สำคัญและพบบ่อย ได้แก่
1. ปัสสาวะบ่อยและจำนวนมากเนื่องจากมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนล้นออกทางปัสสาวะ และดึงน้ำออกมาด้วย
2. หิวน้ำบ่อยและรับประทานอาหารได้มาก
3. หิวบ่อยและรับประทานอาหารได้มาก
4. น้ำหนักลดหรือผอมลงและอ่อนเพลีย เนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลในเลือดเป็นพลังงาน จึงสลายเนื้อเยื่อของร่างกายมาใช้ทาน
5. คันตามตัวหรืออวัยวะเพศ
6. ตามัว จากน้ำตาลในเรื่องเลือดสูงไปคั่งในตา ทำให้ตาพร่ามัวได้
7. ชาปลายมือและปลายเท้า จากการเสื่อมของเส้นประสาท
8. ซึมลงหรือไม่รู้ตัว จากการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือผู้ป่วยที่ขาดการรักษาต่อเนื่อง
ผลกระทบของโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานเป็นโรคที่อันตรายถ้าไม่ได้รับการเอาใจใส่ในการรักษาทั้งตัวผู้ป่วยเองและทางการแพทย์ โดยมีผลกระทบได้ 2 อย่าง คือ
1. ผลกระทบเฉียบพลัน พบได้ในกรณีที่มีระดับน้ำตาลสูงมาก ทำให้เกิดอาการซึมลง ไม่รู้สึกตัวและอาจเสียชีวิตได้
2. ผลกระทบเรื้อรัง พบได้ในผู้ป่วยที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีเป็นระยะเวลานานๆ ทำให้มีผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ ที่สำคัญคือ หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอ ไต และ ตา
❓ FAQ — คำถามที่ครอบครัวมักถาม
ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้สูงอายุปกติเท่าไหร่?
เป้าหมายระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวาน (ADA 2024 + Thai DM Guideline):
- FBS (อดอาหาร 8 ชม.): 90-130 mg/dL
- หลังอาหาร 2 ชม.: < 180 mg/dL
- HbA1c: < 7-8% (ผ่อนได้สำหรับผู้สูงอายุที่เปราะบาง)
- ก่อนนอน: 100-180 mg/dL (กันน้ำตาลตกกลางคืน)
⚠️ เป้าหมาย ผ่อนปรน สำหรับผู้สูงอายุ 75+ หรือมีโรคร่วม — น้ำตาลต่ำเกินอันตรายกว่าน้ำตาลสูงเล็กน้อย เพราะเสี่ยงต่อการล้มและสมองเสื่อม. ดูวิธีปฐมพยาบาลเมื่อน้ำตาลตกที่บ้าน ปรึกษาแพทย์เพื่อตั้งเป้าเฉพาะราย
เบาหวานทำให้เป็นตะคริวบ่อยจริงไหม?
จริง — เบาหวานเป็นสาเหตุสำคัญของตะคริวเรื้อรังในผู้สูงอายุ ผ่าน 3 กลไก:
- ปลายประสาทเสีย (Diabetic Neuropathy): 60-70% ของผู้ป่วยเบาหวานมี neuropathy หลัง 10-15 ปี ทำให้กล้ามเนื้อหดตัวผิดปกติ
- หลอดเลือดส่วนปลายตีบ (PAD): เลือดไปกล้ามเนื้อน้อยลง โดยเฉพาะกลางคืน
- เกลือแร่ผิดสมดุล: เบาหวานควบคุมไม่ดี → ปัสสาวะออกมาก → สูญเสียโพแทสเซียม/แมกนีเซียม
ถ้าตะคริวกลางคืนบ่อย ตรวจระดับน้ำตาล + ปลายประสาท + ABI test ก่อน — อย่าคิดว่าเป็นแค่ขาดน้ำ
อาหารที่ผู้สูงอายุเบาหวานควรเลี่ยง?
5 กลุ่มที่ต้องระวัง:
- เครื่องดื่มหวาน: น้ำอัดลม น้ำผลไม้กล่อง ชาเย็น
- คาร์บแบบ refined: ข้าวขาว ขนมปังขาว เส้นหมี่
- ผลไม้สุกจัด: มะม่วงสุก กล้วยน้ำว้าสุก ทุเรียน (จำกัด 1 ชิ้นเล็ก/วัน)
- ของทอด: เพิ่ม insulin resistance + เพิ่มไขมันในเลือด
- เกลือเยอะ: เพราะเบาหวานเสี่ยงโรคไตและหลอดเลือดอยู่แล้ว — โซเดียม < 2,000 mg/วัน
✅ เน้น: ผัก โปรตีนคุณภาพ (ปลา ไก่ไม่ติดมัน ไข่) ข้าวกล้อง ผลไม้ไม่หวานจัด อาหารหลายมื้อเล็ก ๆ


